Yengo

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สมัครงานผ่าน LinkedIn กับ Mobile Work With Us

LinkedIn

เครือข่ายสังคมสำหรับคนทำงานอย่าง LinkedIn เดินหน้าขยายช่องทางให้ฝ่ายบุคคลของบริษัทหรือเจ้าของธุรกิจสามารถเปิดรับสมัครงานได้ทุกที่ทุกเวลาขณะเดินทาง เสริมแกร่งให้ LinkedIn กลายเป็นเจ้าตลาดบริการ recruiting อนาคตไกล
สิ่งที่ LinkedIn ทำคือการนำเครื่องมือที่ LinkedIn ให้บริการอยู่แล้วบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ มาปรับให้สามารถใช้บริการบนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้แบบไม่มีสะดุด โดยเครื่องมือของ LinkedIn ที่ถูกปรับให้สามารถใช้งานบนอุปกรณ์พกพาได้นั้นได้แก่ Recruiter Mobile และ Mobile Work With Us
บริการ Recruiter Mobile จะทำให้ฝ่ายบุคคลหรือผู้ที่ต้องการรับคนเข้าทำงาน สามารถค้นหาผู้สมัครหรือ candidate ที่ตรงใจได้จากอุปกรณ์พกพา แถมยังสามารถส่งเมล โทรศัพท์ หรือส่งข้อความไปยังผู้สมัครที่ต้องการได้ทันใจ รวมถึงการจดบันทึกเกี่ยวกับผู้สมัครรายนั้นเพื่อเป็นข้อมูลในการพิจารณาต่อไป
LinkedIn

Parker Barrile ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ LinkedIn อธิบายว่า บริษัทต้องการรวมความสามารถที่สำคัญต่อผู้พิจารณารับบุคคลเข้าทำงานไว้ในเครื่องมือเดียว โดยได้ออกแบบใหม่เพื่อให้สามารถใช้งานได้บนอุปกรณ์โมบาย ภายใต้แอพพลิเคชันที่สวยงามใช้งานง่ายและมีประโยชน์ ซึ่งบริการ Recruiter ดั้งเดิมคือบริการสมาชิกหลักของ LinkedIn ที่ทำรายได้ส่วนใหญ่ให้บริษัท ท่ามกลางลูกค้าที่เป็นบริษัทมากกว่า 20,000 ราย
LinkedIn เชื่อว่าในอนาคต ผู้ใช้ LinkedIn จากตลาดอุปกรณ์โมบายจะเพิ่มจำนวนขึ้นชัดเจน ไม่ต่างจาก Facebook, Google และ Twitter (ข้อมูลล่าสุดระบุว่า 33% ของผู้ใช้ LinkedIn ในขณะนี้คลิกใช้งานบนอุปกรณ์โมบาย) ดังนั้นความสามารถในการใช้ LinkedIn บนอุปกรณ์โมบายจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สามารถเสริมแกร่ง LinkedIn ได้
สำหรับบริการ Mobile Work With Us จะทำให้ผู้ว่าจ้างสามารถแสดงโฆษณาเกี่ยวกับงานใหม่ไว้บนหน้าโปรไฟล์ของพนักงานในบริษัท ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถเปิดตลาดโฆษณารับสมัครงานได้อย่างทั่วถึง เนื่องจากกลุ่มผู้อ่านโฆษณาจะเป็นกลุ่มที่มีคุณสมบัติและความสนใจใกล้เคียงกัน
รายงานระบุว่า ทั้ง 2 แอพพลิเคชันนี้พร้อมให้ดาวน์โหลดแล้วที่ Apple App Store เชื่อว่าจะต่อยอดให้ LinkedIn มีฐานผู้ใช้เพิ่มขึ้น จากที่มีผู้ใช้ในปัจจุบัน 238 ล้านราย

ที่มา thumbsup

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

Innovation ASIA Workshop 2013 โครงการอบรมด้านเทคโนโลยี


ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่กระแสในวงการ Startup บ้านเราได้รับการพูดถึงอย่างมาก ทั้งด้วยกระแสที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ รวมทั้งเริ่มมีบริษัทหน้าใหม่ที่ประสบความสำเร็จได้รับเงินลงทุนหลายบริษัท แต่นั่นก็คือส่วนน้อยที่เกิด เพราะส่วนใหญ่แล้วยังเจอกับปัญหาหลาย ๆ อย่างที่มีอยู่อย่างมากมาย โดยเฉพาะด้านความเชี่ยวชาญในเฉพาะด้าน เลยเป็นที่มาของ Innovation ASIA Workshop 2013
Innovation ASIA Workshop 2013 คือโครงการอบรมที่จะช่วยสร้างและสนับสนุนนักคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ด้านเทคโนโลยีที่เรียกว่า กลุ่มผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี หรือกลุ่มเทคโนเพอร์เนอร์ (Techno-Prenuer) สามารถทำให้ต่อยอดงานวิจัยให้เกิดขึ้นเป็นธุรกิจได้จริง โดยนอกจากที่จะได้คำแนะนำและคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องทางด้านต่าง ๆ แล้ว ยังมีส่วนของการสนับสนุนทางด้านเงินทุน เพื่อจะทำให้ผู้ที่เข้าอบรมสามารถจัดตั้งบริษัทเพื่อทำธุรกิจได้ทันทีหลังจากที่โครงการเสร็จสิ้นแล้ว

ด้านหลักสูตรของ Innovation ASIA Workshop 2013 จะเป็นทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย ซึ่งนี่ก็เป็นโอกาสที่จะสามารถได้ร่วมมือกับหุ้นส่วนต่างชาติเพื่อร่วมจัดตั้งบริษัทได้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโตที่จะไปได้ในระดับภูมิภาคหรือในระดับโลกได้อีกด้วย
สำหรับกลุ่มเป้าหมายของโครงการนี้ จะเน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจและฝันที่จะเป็นผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี หรือ เทคโนเพอร์เนอร์ (Techno-Prenuer) หรือผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีที่ทำกิจการอยู่แล้ว ซึ่งประกอบไปด้วยด้านต่างๆ คือ การตลาด, เทคโนโลยี และด้านการเงิน
วิธีการรับสมัครเข้าร่วมโครงการ
การสมัครจะต้องรวมทีมกัน ประกอบไปด้วย 3 ตำแหน่งสำคัญในบริษัทได้แก่ การเงิน, การตลาด และเทคโนโลยี และทีมจะต้องส่งแผนโครงการธุรกิจ (Proposal) ที่พร้อมจะจัดตั้งเป็นบริษัทได้ทันที มีความยาว 5 หน้ากระดาษเป็นภาษาอังกฤษ และในทีมควรจะต้องมีสมาชิกที่เป็นชาวต่างประเทศอย่างน้อย 1 คน
ช่วงเวลาการรับสมัครและการประกาศผล
สามารถส่ง Proposal ได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 1 พฤศจิกายน 2556 และจะมีการประกาศผลผู้ที่ได้เข้ารอบ 15 ทีมสุดท้าย ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2556 ที่หน้า Facebook Page Innovation ASIA workshop 2013
คณะกรรมการตัดสิน
คณะกรรมการทั้งหมดจะประกอบไปด้วยตัวแทนจากสมาคมธุรกิจฮ่องกง, หอการค้าไทย, นักธุรกิจจากสิงคโปร์, ตัวแทนจากโครงการ True Innovation และ CP All
ช่วงเวลาและสถานที่จัดโครงการ
เมื่อผ่านการคัดเลือกมาแล้ว 15 ทีม ก็จะเข้าสู่ช่วงการ Workshop ที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2556 ทุกเสาร์ – อาทิตย์ และวันที่ 1 จะเป็นวันตัดสินโดยทุกทีมจะต้องนำเสนอผลงาน และผู้ที่ได้รับการคัดเลือกก็จะได้รับเงินลงทุนเพื่อสร้างธุรกิจจริง
โครงการนี้จะจัดขึ้นที่ ทรู แลบ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต, ทรู แลบ ศาลายา หรือ ทรู แลบ มศว.ประสานมิตร และ ม.กรุงเทพ (วิทยาเขตรังสิต)
ค่าใช้จ่ายในการร่วมโครงการและวิธีการชำระเงิน
ค่าใช้จ่ายสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการต่อคน อยู่ที่ 38,000 บาท
โดยโอนเงินค่าสมัครเข้าชื่อบัญชี ปรารถนา รัตนะสิทธิ์
  • ธนาคารกรุงไทย สาขา ซีคอนสแควร์ เลขที่ 980-2-96015-2 ประเภทออมทรัพย์
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขา เนชั่นทาวเวอร์ เลขที่ 333-1-68239-6 ประเภทออมทรัพย์
เมื่อโอนเสร็จแล้วให้ส่งหลักฐานการโอนเงินได้ที่อีเมล prartanar@gmail.com
สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านทาง Facebook Page Innovation ASIA workshop 2013
ใครที่มีแผนจะสร้างธุรกิจอยู่แล้ว อย่ารอช้าที่จะมาเข้าร่วมกับโครงการ Innovation ASIA Workshop 2013 ครับ เพราะคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญนั้นสามารถเอามาปรับปรุงธุรกิจของคุณให้ดีขึ้น พร้อมเพิ่มโอกาสและมีสิทธิที่จะได้รับเงินทุนสนับสนุนพร้อมกับผู้ที่จะคอยดูแลธุรกิจเราให้ประสบความสำเร็จได้
ที่มา thumbsup

วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2556

like เป็นแค่ตัวเลขไม่ใช่การสร้างธุรกิจ

Facebook

Facebook กับ Like เป็นสิ่งที่เกิดมาคู่กันและแยกกันไม่ได้ และ Facebook ก็ถูกธุรกิจต่างๆ นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความน่าเชื่อถือและการกระจายข่าวสาร แต่อย่างที่บอกไปในประโยคแรกว่า Like และ Facebook นั้นเป็นของคู่กัน เลยทำให้แบรนด์ต่าง ๆ แทบจะทั้งหมดหันมายึดติดกับจำนวน Like ที่เกิดขึ้นบน Page
เรื่องของเรื่องคือผมไปเจอบทความของ Jon Loomer ที่เขียนถึงเรื่องเกี่ยวกับจำนวนการกด Like บนหน้า Facebook Page ได้อย่างตรงไปตรงมาและน่าสนใจ และเป็นสิ่งที่ผมจะได้ยินคำถามนี้อยู่บ่อย ๆ เมื่อผมได้มาทำงานเกี่ยวกับด้านนี้มากขึ้น

Like นั้นสำคัญไฉน

เจ้าของ Page หรือแม้แต่เจ้าของข้อความคงไม่มีใครที่จะไม่ชอบมัน เพราะการกด Like นอกจากว่าจะเป็นการแสดงความชื่นชอบ, การเห็นด้วยแล้ว ในแง่ของ Page นั้น Like หน้า Page คือการกดเพื่อบอกว่าเรายินยอมที่จะติดตามรับข่าวสารต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนหน้า Page ซึ่งพูดได้ไม่เต็มปากว่าคนที่กด Like หน้า Page นั้นจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม เพราะเราอาจเจอกลเม็ดจากรางวัลหรือแอพพลิเคชันที่ล่อให้เราเข้ามากดและ “จำยอม” เป็น 1 ในสมาชิกนั่นเอง
แต่จะด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ เจ้าของ Page ก็ยิ้มกริ่มกับจำนวนที่เพิ่มขึ้นอยู่ดีใช่ไหมครับ

ยิ่งจำนวน Like ของ Page เยอะยิ่งดี!

ไม่ต้องแปลกใจว่าเจ้าของ Page แทบจะร้อยละร้อยคิดไปในทางเดียวกันว่า ยิ่งเรามีจำนวน Like มากเท่าไหร่ ยิ่งดีกับตัวเรา(แบรนด์) ความเข้าใจนี้ไม่ผิดครับ เพราะเท่ากับว่ายิ่งคุณมีมากเท่าไหร่ คุณยิ่งสามารถที่จะกระจายข่าว (Amplify) ได้มากขึ้นและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลของกลุ่มคนที่มากด Like เรามากขึ้น

สู่ประเพณีการซื้อ Like

แน่นอนว่าการได้มาของ Like บน Facebook ในเมื่อเปิด Page ครั้งแรก ๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากที่เราจะชวน พ่อ, แม่, ญาติ, เพื่อนทั้งหลายแล้วก็คงยังไม่ถึงหลักพันหลักหมื่นได้แน่ๆ ด้วยตัวเลขที่คนส่วนใหญ่ตั้งเป้าหมายหรือ KPI เอาไว้ ก็คงเป็นหลักหมื่นหรือหลักแสนแน่นอน ทางเดียวที่จะสามารถทำยอด Like ได้อย่างรวดเร็วนั่นคือการใช้สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า เงิน นั่นเอง
การใช้เงินนั้นก็มีทั้งด้านสว่างและด้านมืด ด้านสว่างก็คือการเอาเงินไปให้กับ Facebook เพื่อแลกกับพื้นที่โฆษณา จะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับความหนาของกระเป๋า ส่วนด้านมืดก็ไม่พ้นการปั่น Like จากโปรแกรมต่างๆ ที่มีโฆษณาให้เห็นตามเว็บบอร์ด…เฉพาะทาง ซึ่งก็ทำให้จำนวน Like ไปถึงตามเป้าหมายได้ไม่ยาก…

Like

ยอด Like กินไม่ได้ แต่ขอมีให้เท่ไว้ก่อน

หลายแบรนด์คิดแต่จะเอายอดจำนวน Like ของ Page เพื่อเอาไปคุยโวว่าตอนนี้มีกี่ Like แล้ว หรือใช้แม้กระทั่งเอาไว้เกทับกับคู่แข่งรายอื่นๆ ซึ่ง Page ที่เป็นแบรนด์ส่วนใหญ่ที่มียอด Like เพิ่มสูงขึ้นแบบไม่มีเหตุผล คนที่มา Like ก็คงหนีไม่พ้นคน “ต่างถิ่น” หรือ “ต่างโลก” ที่ถูกเกณฑ์มาให้กด Like เพื่อให้เป็นตัวเลขตามที่ต้องการ…
จนบางทีอาจลืมไปว่าแท้ที่จริงแล้วเราสร้าง Facebook Page ขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ใดกันแน่ ?

ความสัมพันธ์ของคนที่ติดตามกับธุรกิจที่ทำ

Jon Loomer เขียนความสัมพันธ์ง่ายๆ ดังนี้
Fans are users. Users are people. People aren’t robots. People lead to business.
เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องตีความหมายอะไรเพิ่มเติม เพราะคนจริงๆ นี่แหละที่จะสามารถนำไปสู่ธุรกิจได้ หาใช่ได้จากแฟนที่มาจาก ”ต่างถิ่น” หรือ “ต่างโลก”
สิ่งที่ต้องคิดเป็นอันดับแรกเริ่มในการทำธุรกิจบน Facebook นั่นคือ การที่จะกำหนด Value Proposition หรือคุณค่าที่จะนำเสนอออกมาควรจะต้องคิดออกมาอย่างชัดเจนว่า เราจะมีแนวทางไปในทางใด และแนวทางอะไรที่เหมาะสมกับแบรนด์หรือ Page นั้นๆ ไม่ใช่การคิดว่าจะเอาจำนวน Like เท่าไหร่
สิ่งเราจะให้อะไรกับคนที่จะมาติดตามเราหรือทำให้เขาเข้ามาติดตามเรา นั้นจะมีอะไรได้บ้างในช่วงเริ่มต้น เช่น เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าต่อคนส่วนใหญ่ หรือเนื้อหาที่ช่วยเหลือบางอย่างให้กับคนทั่วไป ที่มีจุดเด่นที่แตกต่างจากที่อื่นๆ โดยต้องทำอย่างสม่ำเสมอ
ความสม่ำเสมอนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และอาจต้องใช้ระยะเวลาสักพักในการทำ เพราะเมื่อทำไปเรื่อยๆ แล้วก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ติดและช่วยบอกต่อหากเนื้อหาของเรานั้นดีพอ ซึ่งก็จะช่วยกระจายต่อไปในวงที่กว้างขึ้น และหลังจากนั้นแล้วเมื่อเข้าที่เข้าทางจึงค่อยๆ นำแบรนด์ของเรามาครอบลงไปทีละน้อยจนทำให้เนื้อหานั้นครอบคลุมกับแบรนด์ทั้งหมด นั่นคือการทำให้ดันเข้าสู่ธุรกิจของแบรนด์นั้นๆ ได้ จึงค่อยทำขั้นตอนต่อไป

เติบโตและขยายสู่กลุ่มคนที่ยังเข้าไม่ถึง

เมื่อเราได้ฐานของคนที่สนใจพอประมาณแล้ว จะได้กลุ่มฐานคนที่พร้อมจะรับฟังจริงๆ สิ่งที่เราต้องทำคือการสร้างเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง โดยที่เราต้องทำก็คือยังคงสร้างเนื้อหาที่ดีต่อไป โดยที่อาจจะใช้เทคนิคต่างๆ เข้ามาช่วย เช่น การเปิดโอกาสให้คนที่เป็นแฟนๆ ของเราได้มาร่วมสร้าง หรือมีการทำกิจกรรมอย่างอื่น ที่นอกเหนือจากการให้เนื้อหาอย่างปกติ ซึ่งก็แล้วแต่แนวทางและกลยุทธ์ของเจ้าของ Page แต่ละราย
และถึงจุดนี้แล้วเราน่าจะประเมินได้ว่ากลุ่มคนเป้าหมายที่แท้จริงของเรานั้นเป็นใคร และเป็นอย่างไร ดังนั้นการขยายฐานนอกเหนือจากการทำเนื้อหาที่ดีนั่นก็คือการลงโฆษณาเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนเป้าหมายที่ยังไม่รู้จักเรา หรือขยายฐานของกลุ่มคนที่น่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะมาเป็นคนที่ติดตาม Page ของเราได้นั่นเอง
และเราก็จะสามารถนำกลุ่มคนเหล่านี้เข้าไปสู่ธุรกิจได้อย่างง่ายดายขึ้น

นานหน่อยแต่ยั่งยืน คือข้อสรุป

ไม่มีอะไรที่ได้มาอย่างง่ายดาย การทำ Facebook ก็เช่นกัน เราจะต้องกำหนดหรือวางแผนกันอย่างชัดเจนตามที่กล่าวข้างต้น การซื้อ Like หรือโฆษณาในช่วงแรกนั้นอาจเป็นศูนย์ หากเราไม่เริ่มคิดสิ่งที่เราจะทำให้กับคนที่จะมาเป็นแฟนของ Page เรานั้นได้ประโยชน์มากที่สุด จนทำให้ Page สามารถเติบโตได้ด้วยเนื้อหามากกว่าด้วยเงินตราและผันเข้าสู่ธุรกิจ ซึ่งระยะเวลาอย่างที่บอกว่าจะนานหรือเร็วขึ้นอยู่กับการวางแผนและตัวเนื้อหาว่าเป็นประโยชน์หรือมีจุดเด่นที่แตกต่างจาก Page อื่น ๆ ขนาดไหน
การปั่นให้ Like สูงๆ เป็นแค่การสร้างตัวเลข หาเป็นความยั่งยืนและเกี่ยวกับธุรกิจไม่
ที่มา thumbsup

วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Mobile Web จะครองส่วนแบ่งการใช้งานบน Web Traffic ได้ถึง 84%!!


ปัจจุบันการใช้งานอุปกรณ์เคลื่อนที่อย่าง โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต กลายเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมและมีการใช้งานอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก โดยส่วนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นความนิยมในการใช้งานอุปกรณ์เคลื่อนที่เหล่านี้ได้อย่างเป็นอย่างดี ก็คือ การใช้งานเว็บไซต์บนโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์เคลื่อนที่ต่างๆที่รียกกันว่า “Mobile Web” นั่นเอง ซึ่งในวันนี้มีบทความเกี่ยวกับการประเมินการใช้งาน Mobile Web ในปี 2014 มานำเสนอให้ติดตามชมกันแล้วมาดูกันว่าในปีหน้าทิศทางการใช้งาน Mobile Web จะเป็นอย่างไรกันบ้าง
เว็บไซต์ Splitpixel.co.uk มีการประเมินว่าภายในระยะเวลา 1-2 ปีนี้ (2013-2014) การใช้งาน Mobile Web บนอุปกรณ์เคลื่อนที่จะครองส่วนแบ่งการใช้งานบน Web Traffic คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 84% โดยแบ่งเป็นการใช้งานบนแล็ปท็อปและพีซีสูงสุดมาเป็นอันดับ 1 ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ที่ 61.33% รองลงมาเป็นการใช้งานผ่านโทรศัพท์สมาร์ทโฟน (20.04%) และแท็บเล็ต (18.72%)

และเมื่อลองเจาะลึกลงไปตามการใช้งาน Mobile Web ของอุปกรณ์เคลื่อนที่ในแต่ละประเภท เช่น แท็บเล็ตและโทรศัพท์มือถือ จะพบว่าในส่วนของการใช้งาน Mobile Web ผ่านแท็บเล็ตในปีหน้า (2014) iPad จากค่าย Apple ยังคงเป็นช่องทางที่ได้ความนิยมและครองส่วนแบ่งในการใช้งาน Mobile Web สูงที่สุดเป็นอันดับ 1 โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 86.6% ตามมาด้วยอันดับที่ 2 Android (14.1%) และ Kindle (1.75%) ซึ่งภายในเวลาระยะเวลา 1-2 ปีนี้ (2013-2014) มีการคาดการณ์ว่าการใช้งาน Mobile Web บนแท็บเล็ตของ Android จะมีส่วนแบ่งในการใช้งานเว็บไซต์ทั้งหมดเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดอีกกว่า 72%

ส่วนทางฝั่งของโทรศัพท์มือถือพบว่า iPhone จาก Apple จะยังคงเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมและครองส่วนแบ่งมากที่สุดเช่นเดียวกับ iPad ซึ่งคาดว่ามีสัดส่วนการใช้งานอยู่ที่ 68.25% และอาจมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีก 8% ภายในปี 2013-2014 ตามมาด้วย Android 31.25% ในขณะที่โทรศัพท์มือถือจากค่ายอื่นๆกลับมีสัดส่วนเพียง 0.5% เท่านั้น

กิจกรรมในการใช้งานเว็บไซต์บนโทรศัพท์มือถือที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ การเล่นเกมส์และกิจกรรมอื่นๆ (32%) รองลงมาเป็นการท่องเว็บ (20%) และเล่น Facebook (18%) นอกจากนี้การใช้งาน เสิร์ชเอนจินซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเว็บนั้น ยังพบว่ามีสัดส่วนการใช้งานเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ (2013) คาดการณ์ว่าจะมีสัดส่วนการใช้งานเสิร์ชเอนจินบนมือถืออยู่ที่ 26% และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจนถึง 35% ในปี 2014

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมที่มีความสำคัญและขาดไม่ได้สำหรับผู้ใช้งาน Mobile Web ในยุดนี้ ก็คือ การซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ (E-Commerce)” โดยในปีนี้การซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่มีสัดส่วนเฉลี่ยอยู่ที่ 45% และมีการคาดว่าจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 53% ในปีหน้า (2014) โดยคิดเป็นสัดส่วนราว 18% ของมูลค่าการซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ทั้งหมด

ส่วนสิ่งสำคัญที่เป็นตัวกระตุ้นให้การใช้งาน Mobile Web ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในปัจจุบันก็คือ การออกแบบเว็บไซต์ให้รองรับกับการใช้งานอุปกรณ์เคลื่อนที่ประเภทต่างๆ (Mobile Friendly) ซึ่งการที่เว็บไซต์สามารถรองรับการทำงานกับอุปกรณ์ที่มีความแตกต่างกันนั้นจะเป็นการสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้งานและทำให้มีแนวโน้มการซื้อสินค้าเพิ่มสูงขึ้น โดยผลการสำรวจพบว่า 67% ของผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือมีแนวโน้มการซื้อสินค้าในอนาคตเพิ่มขึ้นหากเว็บไซต์มีการออกแบบที่เอื้อต่อการใช้งานบนมือถือ
จากข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นการวิเคราะห์ถึงทิศทางการใช้งาน Mobile Web ในปีหน้า (2014) ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สะท้อนได้อย่างชัดเจนว่า Mobile Web ยังคงเป็นการใช้งานที่ได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้กับนักธุรกิจได้เห็นว่า ควรหันมาให้ความสนใจกับการออกแบบแว็บไซต์ให้รองรับการใช้งานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ให้มีความหลากหลายอย่างจริงจัง เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสและช่องทางในการทำธุรกิจที่คิดเป็นมูลค่าอย่างมหาศาลผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ในอนาคต




 ที่มา thumbsup

วันพุธที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

พบเด็กในอังกฤษกว่า 40% หลอกว่าเกินอายุ 18


คณะกรรมการกำกับดูแลมาตรฐานโฆษณาของอังกฤษกำลังเร่งมือหาทางแก้ไขปัญหาสังคมที่อาจเกิดขึ้นในกลุ่มเด็กที่แอบใช้เครือข่ายสังคมอย่างไม่ถูกต้อง เนื่องจากการสำรวจล่าสุดพบว่ามากกว่า 40% ของเด็กที่ลงชื่อใช้งานบนโซเชียลมีเดียโดยโกหกว่าตัวเองมีอายุเกิน 18 ปี ทำให้เด็กกลุ่มนี้ถูกเหมารวมว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายของโฆษณาบริการประเภทเครื่องดื่มมึนเมา การพนัน ผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน และบริการคลายเหงาที่ล่อแหลมในเรื่องเพศ ซึ่งล้วนเป็นโฆษณาออนไลน์ที่ไม่เหมาะสมกับเด็กเลย

การสำรวจของคณะกรรมการ Advertising Standards Authority (ASA) ของอังกฤษพบว่า 42% ของกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นเด็กที่มีบัญชีเครือข่ายสังคมของตัวเองยอมรับว่า ได้ลงชื่อใช้งานในฐานะผู้ที่มีอายุเกิน 18 ปี โดย 83% ของเด็กกลุ่มนี้ล้วนเคยโกงอายุเพื่อลงทะเบียนใช้งานเครือข่ายสังคมใดเครื่องข่ายหนึ่ง ถือเป็นตัวเลขน่าตกใจที่เทียบได้เป็นสัดส่วนมากกว่า 4 ใน 5 ของเด็กทั้งหมดที่ออนไลน์บนโลกโซเชียล

สิ่งที่ ASA ศึกษาคือการตรวจสอบต่อยอดว่า โฆษณาประเภทใดบ้างที่ถูกส่งตรงถึงเด็กที่โกงอายุบนเครือข่ายสังคมทั้ง Facebook, YouTube, Stardoll และ Twitter ซึ่งปรากฏว่าในโฆษณา 218 ชิ้นที่เด็กกลุ่มนี้ได้เห็น มากกว่า 11% เป็นโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่ไม่ควรกำหนดกลุ่มเป้าหมายต่ำก่า 18 ปี

ASA ระบุว่าจะเดินหน้าประสานงานกับนักโฆษณาเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้โดยตรงอย่างบริษัทโซเชียลมีเดียทั่วโลก ซึ่งควรรู้ว่ายังมีช่องโหว่มากมายในระบบกำหนดกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะเรื่องการแบ่งกลุ่มผู้ใช้ตามอายุที่ไม่แม่นยำอย่างที่ควรจะเป็น

ทั้งหมดนี้ ASA ไม่ได้เป็นห่วงนักโฆษณาอย่างเดียว แต่มีความกังวลถึงสังคมโดยตั้งข้อสังเกตว่า บริการเครือข่ายสังคมควรจะมีมาตรการป้องกันที่เพียงพอเพื่อไม่ให้เด็กน้อยได้เห็นและเข้าถึงคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมกับวัย ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่เครือข่ายสังคมไม่ควรมองข้าม

ไม่แน่ การสำรวจครั้งนี้อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมหาศาลในวงการโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย เนื่องจาก ASA จะนำเสนอผลการศึกษาทั้งหมดต่อหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจโฆษณาในอังกฤษทั้ง Advertising Code และ Committee of Advertising Practice เพื่อร่วมกันกำหนดกรอบเงื่อนไขอื่นสำหรับโฆษณาออนไลน์ประเภทระบุกลุ่มเป้าหมาย จากเดิมที่มักกำหนดตามอายุที่ผู้สมัครให้ไว้เท่านั้น

แน่นอนว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะไม่เพียงในอังกฤษ หลายประเทศรวมถึงไทยเองก็มีเด็กมากมายที่ลงชื่อใช้งานเครือข่ายสังคมโดยให้ข้อมูลอายุไม่ตรงตามความจริง ซึ่งไม่แน่ เรื่องเล็กน้อยอย่างโฆษณาอาจจะกลายเป็นเรื่องเสียหายใหญ่โตเพราะเด็กที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ได้


ที่มา thumbsup

วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ลูกค้ารายเก่าคือรายได้หลักสำคัญของร้านออนไลน์


หลายครั้งที่นักการตลาดมักให้ความสำคัญแต่การหา ลูกค้าหน้าใหม่จนทำให้มองข้ามและหลงลืมว่าลูกค้ากลุ่มเดิมที่มีอยู่นั้นเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีอิทธิพลและมีความสำคัญมากที่สุดในการทำธุรกิจ เรื่องนี้ผลการสำรวจจากเว็บไซต์ Go-Gulf.com ยืนยันได้ชัดเจน เพราะรายได้ 41% ของยอดขายร้านออนไลน์มักจะมาจากลูกค้าดั้งเดิมที่กลับมาซื้อซ้ำอีกรอบ

จากการรวบรวมข้อมูลของเว็บไซต์ Go-Gulf.com พบว่า ปัจจุบันในการทำการตลาดแบรนด์ส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับการ ค้นหาลูกค้าหน้าใหม่(Customer Acquisition) เป็นเป้าหมายหลัก ซึ่งการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าหน้าใหม่แบรนด์ต้องใช้งบประมาณในการลงทุนมากกว่าปกติถึง 7 เท่าตัว

ในขณะที่ทางกลับกันหากแบรนด์หันมาให้ความสนใจกับ การรักษาลูกค้าดั้งเดิม (Customer Retention) ให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเพียง 5% เท่านั้นก็จะสามารถเพิ่มกำไรได้มากกว่าเดิมถึง 4 เท่าตัวจาก 25% เป็น 125% โดยผลการสำรวจยังพบว่ากว่า 41% ของมูลค่าการซื้อขายสินค้าผ่านทางออนไลน์ทั้งหมดมาจากลูกค้าหน้าเดิม แม้ว่าลูกค้ากลุ่มนี้จะคิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ยเพียง 8% ของกลุ่มผู้ชมร้านออนไลน์ทั้งหมด

นอกจากนี้แนวโน้มในการขายสินค้าให้กับลูกค้าดั้งเดิมเดิมที่มีอยู่นั้น ยังมีสัดส่วนสูงถึง 60-70% โดยงมีมูลค่าเฉลี่ยการซื้อสินค้าต่อคนสูงถึง 52.50 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่แนวโน้มการขายสินค้าให้กับลูกค้าหน้าใหม่กลับมีสัดส่วนเหลือเพียง 5-20% และมีมูลค่าเฉลี่ยในการซื้อสินค้าต่อคนเพียงแค่ 24.50 เหรียญสหรัฐเท่านั้น

คำแนะนำจากเว็บไซต์ Go-Gulf.com เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติสำหรับรักษาลูกค้าดั้งเดิมและทำให้ลูกค้าใหม่กลายมาเป็นลูกค้าหน้าเดิมที่มีความภักดีต่อแบรนด์เพิ่มมากขึ้น ได้แก่ การขายสินค้าที่ได้มาตฐานและมีคุณภาพ, นำเสนอโปรโมชั่นหรือข้อเสนอพิเศษต่างๆ, มีความเอาใจใส่ต่อการให้บริการกับลูกค้า, มีรางวัลหรือผลตอบแทนสำหรับลูกค้าที่กลับมาซื้อสินค้า, หมั่นสอบถามความคิดเห็นจากลูกค้า, มีการติดต่อกับลูกค้าอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ, มีทางเลือกที่หลากหลายเพื่อเป็นทางเลือกในการส่งสินค้า รวมถึงยังสามารถเปลี่ยนสินค้าได้อย่างสะดวกและง่ายดาย

สำหรับใครที่ยังไม่จุใจและต้องการอ่านคำแนะนำที่เหลือเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ใน Infographic ด้านล่างนี้ครับ



ที่มา thumbsup

วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Pantip มีสติกเกอร์ Line ใช้ด้วย


วันนี้แวะเข้าไปอ่านกระทู้ Pantip เพิ่งเห็นว่าเดี๋ยวนี้บริการ “Pantip Toy” ซึ่งเป็นตัวการ์ตูนไว้ใช้แสดงอารมณ์ในแบบ Emoticon นั้นเปิดให้ทางแบรนด์ต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมแล้วโดยแบรนด์แรกที่เข้ามาทำก็คือ truemove H นั่นเอง

พอลองค้นหาข้อมูลถึงทราบว่าทาง truemove H ได้ร่วมมือกับ Pantip เปิดตัว “Mr.H” แบบเงียบๆ มาตั้งแต่ 31 พฤษภาคมแล้ว โดยสมาชิก Pantip สามารถเข้าไปใช้งานโดยเลือกฟีเจอร์ Pantip toy และเลือกไปที่ Mr.H ได้เลย

โดยในเรื่องนี้ อภิศิลป์ ตรุงกานนท์ แห่ง Pantip เผยไว้ในบล็อกส่วนตัวของเขาว่า เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว Pantip.com เป็นเว็บบอร์ดที่ดูแห้งๆ มีแต่ตัวหนังสือ เลยต้องการทำให้ Pantip ดูมีลูกเล่นสีสันมากขึ้น เลยใส่ไอคอนกระจุ๊กกระจิ๊กเพิ่มเข้าไปเพื่อให้สมาชิกนำไปใช้เวลาโพสต์กระทู้ได้ใในรูปแบบของ Emoticon ซึ่งหมายถึงไอคอนที่ใช้แสดงอารมณ์ความรู้สึก แต่ที่ Pantip เรียกมันว่า Pantip Toy ด้านล่างนี้คือ Pantip Toy แบบเก่าครับ



Pantip Toy มีอยู่หลายแบบ แต่ที่น่าสนใจก็คือ Pantip Toy ที่มาจากฝีมือสมาชิก อย่างการ์ตูนสารคดีชีวิตสัตว์โลกแมลงเม่า Malaeng-Mao Investor ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในห้องสินธรเนื่องจากตั้งกระทู้แบ่งปันความรู้เรื่อง หุ้นในรูปแบบของการ์ตูนอยู่เป็นประจำ นอกจากนี้ก็ยังมี Pantip toy ชื่อ น้องพาพันซึ่งเป็นต้นกระบองเพชร ซึ่งเป็นมาสคอทของ Pantip Network ซึ่งมีเว็บในเครือ 4 เว็บ (Pantip, PantipMarket, BlogGang, Pantown)

ในแง่ธุรกิจแล้ว อภิศิลป์เผยว่าฝ่ายขายทำงานง่ายเพราะ ปัจจุบันนี้คนไทยส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับพวก Emoticon แบบนี้อยู่แล้วเพราะ LINE สร้างสติ๊กเกอร์ที่คนไทยชอบไว้เยอะ เวลาเล่าให้ลูกค้าฟังก็เล่าว่ามีลักษณะคล้าย สติ๊กเกอร์ LINE โดยทาง Pantip ได้อธิบายว่า Pantip Toy นั้นไม่ได้ปรากฎแค่ในข้อความหลังไมค์ที่มีคนเห็นเพียงไม่กี่คน แต่มันไปปรากฎในกระทู้ที่มีคนเห็นนับล้านคนต่อวัน นอกจากนี้ถึงแม้จะหมดสัญญาแล้ว แต่ตัว Pantip Toy ก็ยังติดอยู่ในกระทู้เก่าที่สมาชิกเคยโพสต์ไว้ไปตลอด สำหรับแบรนด์ไหนที่สนใจอยากเป็นส่วนหนึ่งของ Pantip Toy สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมไดักับทางฝ่ายโฆษณาของ Pantip

ข่าวนี้เก่าไปหน่อย แต่ก็น่าติดตามกันครับ ผมไม่ค่อยเห็นใครเขียนเป็นข่าวเท่าไหร่ เจอแค่ 2-3 เว็บ แต่ประเด็นน่าสนใจเลยเอามาให้อ่านกัน

ที่มา thumbsup