รู้ไหมว่า
เว็บบล็อกของหลายบริษัทมีทราฟฟิกเรียกเปิดอ่านมากกว่าเว็บไซต์ทางการถึง 55%
ตัวเลขนี้ทำให้นักการตลาดทุ่มทุนมากกว่า
25% ของงบการตลาดทั้งหมดไปกับการสร้างคอนเทนต์หรือ Content
marketing เนื่องจากคอนเทนต์เหล่านี้คือพระเอกให้ลูกค้าได้จับต้องและมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์
ดังนั้นใครที่สนใจเรื่องนี้อยู่จึงไม่ควรพลาด Infographic นี้ที่จะแสดงว่าบริษัทในสหรัฐฯทำ
Content marketing กันอย่างไร และผู้บริโภคตอบโต้หรือมีปฎิสัมพันธ์กลับอย่างไร
การทำการตลาดในรูปแบบ Content Marketing คือการทำตลาดโดยใช้เนื้อหาเพื่อดึงดูดความสนใจของกลุ่มผู้บริโภค
ผลสำรวจเกี่ยวกับการทำ Content Marketing ของสหรัฐฯช่วงครึ่งแรกของปี 2013 จากเว็บไซต์ Wihpond.com
พบว่านักการตลาดในสหรัฐฯยังคงให้ความสนใจกับการทำ
Content Marketing อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบของ Video
Marketing และโซเชียลมีเดีย
ทั้ง 2 รูปแบบ Content Marketing ที่ได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษในปีนี้
พบว่ามีการใช้เงินลงทุนไปแล้วสูงถึง 118,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
นอกจากนี้นักการตลาดในธุรกิจประเภท B2B (Business to Business)
และ
B2C (Business to Consumer) พบว่า ส่วนใหญ่ยังคงให้ความสนใจในการใช้งาน Content
Marketing โดย B2B มีสัดส่วนการใช้งานอยู่ที่ 91% และ B2C
มีสัดส่วนราว
86%
ส่วนช่องทางในการทำ Content Marketing ที่พบว่าน่าจับตามองมากที่สุดในเวลานี้ก็คงหนีไม่พ้นโซเชียลมีเดียและบล็อก
(Blog) โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทั้ง 2 ช่องทางได้รับความนิยมเนื่องจาก
สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในสหรัฐฯได้สูงถึง 80% อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมและมีการใช้งานคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง
23% ของการทำกิจกรรมผ่านทางออนไลน์ทั้งหมด
“บล็อก” เรียกได้ว่าเป็นช่องทางที่มีความโดดเด่นมากสำหรับปีนี้ โดย 37%
ของนักการตลาดระบุว่า
บล็อกเป็นช่องทางที่มีประโยชน์มากที่สุดในการทำ Content Marketing รวมถึงนักการตลาดในกลุ่ม
B2B ยังระบุว่า บล็อกเป็นช่องทางที่ช่วยเพิ่ม Lead บนเว็บไซต์ได้มากกว่า
67% ต่อเดือน
นอกจากนี้เว็บไซต์ Wishpond.com ยังได้ให้คำแนะนำสำหรับการทำ
Content Marketing ในปี 2013 เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจ คือ
การใช้รูปภาพควบคู่ไปกับการนำเสนอเนื้อหา โดยผลสำรวจพบว่า
เมื่อมีการนำรูปภาพมาใช้ในการนำเสนอจะช่วยเพิ่มจำนวนการเข้าชม (ยอดวิว)
ได้สูงขึ้นถึง 94%
อีกทั้งยังควรเลือกช่องทางในการนำเสนอให้มีความเหมาะสมต่อการค้นหาบนเสิร์ชเอนจิน
รวมถึงสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในเวลานี้เลย ก็คือ การนำเสนอเนื้อหาบนช่องทางต่างๆ
เช่น เว็บไซต์ ให้รองรับการใช้งานบนโทรศัพท์มือถือ (Mobile-Optimized) เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือที่เพิ่มสูงขึ้น
ซึ่งปัจจุบันพบว่า มีธุรกิจที่หันมาให้ความสำคัญ
โดยเริ่มปรับเปลี่ยนเว็บไซต์ให้สามารถรองรับการใช้งานบนโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นจากเดิมในปี
2011 ราว 15% เป็น 33% ในปี 2012
ที่มา thumbsup


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น